CHIANG RAI: 8 SPOTS BACK TO NATURE

Date
Nov, 05, 2020

เก็บตะไคร้ ทำลาบคั่ว ฝึกทอผ้า

ชิมขันโตกแบบอาข่า ถ่ายรูปกับท้องนา รับพรจากแม่อุ้ย

ถ้าใครถามมิ้นต์ว่าแวะไปเชียงรายเที่ยวล่าสุด ไปทำอะไรมา เราคงสรุปใจความสำคัญของทริปที่ผ่านมาได้เป็นประมาณ 2 บรรทัดด้านบนนี้ ซึ่งครั้งนี้มิ้นต์ได้รับคำเชิญจากพี่ ๆ จากนิตยสาร Maeban กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ไปลองสัมผัสเสน่ห์แบบ Local จ๋า ๆ ของจังหวัดเชียงราย เอาเข้าจริงเราก็ตอบตกลงไปร่วมทริปแทบจะในทันทีเลย เพราะเชียงรายในความทรงจำครั้งล่าสุดก็คือประมาณ 10 ปีที่แล้วที่นอกจากสามเหลี่ยมทองคำกับร้านอาหารจีนยูนนานที่แม่พาไปแล้ว เราก็แทบจะจำอะไรเกี่ยวกับจังหวัดนี้ไม่ได้เลย

2 วัน 1 คืนแบบเร็ว ๆ กับ 8 จุดแวะเที่ยวแวะชิมที่มิ้นต์ได้ไปมานี้เลยทำให้เรารู้เลยว่าจังหวัดนี้อะ สุดจะน่ารัก ไม่ได้มีแค่มุมถ่ายรูปแค่อย่างเดียว แต่การเดินทางในครั้งนี้พาเรากลับไปสนิทกับธรรมชาติ เก็บผัก เดินเล่นในท้องนาเขียว ๆ และพาร์ตที่เราชอบที่สุดคือการกลับไป connect กับผู้คนตามสถานที่ที่เราไปเยือนจริง ๆ ซึ่งเป็นรสชาติของการท่องเที่ยวที่เราคิดถึงมาก ๆ เชียงรายในครั้งนี้เลยไม่ได้มีแค่การไปไร่ชา แต่เป็นเชียงรายในเวอร์ชั่นที่ขึ้นไปหาคุณลุงคุณป้า ชิมอาหารที่แกทำเอาไว้ให้ เรียนรู้ภูมิปัญญาเจ๋ง ๆ จากพวกแก

8 จุดที่ห้ามพลาดจะมีอะไรกันบ้าง มิ้นต์ลิสต์ไว้ให้ที่ด้านล่างนี้แล้ว แต่สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม แบบละเอียดยิบ มิ้นต์เขียนดีเทลไว้ใต้แคปชั่นของแต่ละรูปในโพสต์นี้เรียบร้อย (เขียนถึงตี 2 เลยน้า ตั้งใจสุด ๆ) หวังว่าหลังจากที่ได้ดูภาพและได้อ่านเรื่องเล่าจากการเดินทางของเราแล้ว จะทำให้ทุกคนอยากไปสัมผัสกับ ‘เชียงราย’ ในรูปแบบนี้บ้างนะ : )

1 | Ahsa Farmstay อาสาฟาร์มสเตย์

โฮมสเตย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 85 ไร่ ภายในอาณาเขตของ “อาสา ฟาร์มสเตย์” คือแหล่งผลิตอาหารแบบครบวงจร มีทั้งทุ่งนาที่ใช้ปลูกข้าวจริง ๆ สวนผักออร์แกนิก แปลงปลูกสมุนไพรผักพื้นบ้าน เล้าเป็ดเล้าไก่ บ่อเลี้ยงปลา รวมไปถึงบริเวณตัวบ้านพักที่เราสามารถมานอนค้างคืน สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบธรรมชาติได้จริง ๆ

และถึงจะไม่ได้เป็นแขกพักค้างคืนของตัวโฮมสเตย์ เค้าก็มีกิจกรรมระหว่างวันที่บุคคลทั่วไปสามารถ book เข้ามากันได้

ในทริปนี้สิ่งที่เราได้ลองก็คือ cooking class ทำอาหารเหนือจากผักและสมุนไพรที่ไปเดินเก็บกันเองในสวน โดยมีครูพี่เลี้ยงที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับพืชผักชนิดต่าง ๆ พาเราเดินชมส่วนต่าง ๆ ของอาสา ฟาร์มสเตย์ ยังไม่พอ ต้องมานั่งปวดหัวกับการทำอาหารของแม่ครัวมือใหม่อย่างพวกเราด้วย ฮ่าๆ

พอเก็บวัตถุดิบได้ครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการลงมือทำ เมนูเป็นอาหารเหนือแบบง่าย ๆ เช่น แอ๊บปลาดุก ลาบคั่ว เป็นการทำอาหารแบบ Farm to Table เก็บจากไร่มาใส่กระทะ ปรุงให้เสร็จแล้วใส่จานพร้อมรับประทาน สนุกตรงที่เราได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนนี่ล่ะ

และนี่คือหน้าตาของอาหารเหนือ ฝีมือพวกเรา ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเราจะทำมันออกมาได้จริง ๆ แถมอร่อยด้วยน้าา 

ใครอยากไปดูรายละเอียดกิจกรรมหรือติดต่อห้องพักของ อาสา ฟาร์มสเตย์ เข้าไปดูได้ในเฟซบุคนี้เลย >> Ahsa Farmstay อาสาฟาร์มสเตย์

2 | ชุมชนบ้านท่าขันทอง
ติดต่อได้ที่เบอร์ 0819527058

ชุมชนที่แข็งแกร่งมาก ๆ ชุมชนหนึ่งประจำจังหวัดเชียงราย หลาย ๆ บ้านเปิดเป็นโฮมสเตย์รับนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่และทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งท้าวความกลับไป ความเป็นมาของชุมชนบ้านท่าขันทองเริ่มต้นในปีพ.ศ. 2502 มีชาวร้อยเอ็ดกลุ่มหนึ่งที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ส่งโทรเลขเรียกกันมา ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของเค้าเลยเป็นการผสมผผสานระหว่างล้านนากับอีสานไปโดยปริยาย

กิจกรรมไฮไลต์ก็คือการนั่งรถอีต๊อกเที่ยวชุมชน ซึ่งเส้นทางที่รถอีต๊อกพาไปก็คือการไปเยือนบ้านต่าง ๆ ของคุณลุงคุณป้าที่นี่ บางบ้านก็ทำไร่ผลไม้ บางบ้านทอผ้า บางบ้านเปิดเป็นที่พัก ความเจ๋งคือที่ชุมชนบ้านท่าขันทองนี้ได้รางวัลโฮมสเตย์ดีเด่นในประเทศถึง 2 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2556 เลยนะ เค้าเลยพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้ขายควบคู่กับการท่องเที่ยวไปด้วย

เราเริ่มต้นจากการไปเยี่ยมบ้านที่ทอผ้าขาวม้าและได้ลองเรียนรู้การทอผ้าจริง ๆ แล้วไปเยี่ยมไร่วูดดี้ที่ปลูกผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย อย่างเช่น มะนาวไร้เมล็ดผลโตนี้กับเสาวรสและแก้วมังกรฉ่ำ ๆ

อาหารที่เป็นซิกเนเจอร์ของบ้านท่าขันทองอีกหนึ่งอย่างก็คือ “เมี่ยงคำใบอินคา” ที่ใช้ใบอินคาแทน และใส่ดอกอัญชันกับถั่วอินคาเข้าไปเพิ่มรสชาติมัน ๆ ด้วย 

เมนูนี้อร่อยมาก ๆ แจ่วหลิม อาหารที่มีความคล้าย “แจ่วบอง” แต่ปรับสูตรจากการใช้ปลาร้ามาเป็นการใช้ปลาช่อน หรือในภาษาท้องถิ่นที่เรียกว่า “ปลาหลิม” แทน

ปิดท้ายด้วย “หมูย่างตาปัน” ที่อร่อยมาก ๆ และติด Top5 ของหมูย่างที่เราเคยกินมาทั้งชีวิต คุณตาแกจะก่อกองไฟสุมไว้อย่างนี้ แล้วเอาเนื้อหมูเสียบไม้ไปย่าง เสิร์ฟร้อน ๆ แล้วทานคู่กับน้ำพริกตาแดง อร่อยสมกับหยาดเหงื่อที่เสียไปของคุณตาเลย

และด้วยความที่ผู้นำหมู่บ้านนี้ไปดูงานที่ญี่ปุ่นอยู่บ่อย ๆ แกเลยเอาธรรมเนียมการยืนต่อแถวโบกมืออำลาแขกผู้มาเยือนมาปรับใช้ด้วย ก่อนกลับเราเลยได้ภาพน่ารัก ๆ แบบนี้ติดกล้องมา ถ้ามีโอกาสคงได้กลับไปอีกแน่นอน

3 | Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์คเชียงราย

มาถึงเชียงรายแล้วจะพลาดที่นี่ไปไม่ได้! “สิงห์ปาร์ค” สถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันกับภาพของที่จัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติมากกว่า แต่ในเวลาปกติเค้าก็เปิดให้เข้ามาเที่ยวชมได้เช่นกันนะ โดยด้านในมีเนื้อที่มากกว่า 8,000 ไร่ แบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ที่มีทั้งแปลงปลูกผัก ผลไม้ ไร่ชา และบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ ถูกแบ่งสรรปันส่วนกันไปบนที่ดินที่สวยและเต็มไปด้วยความเขียว

มีร้านอาหารในตัวไร่ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนของตัวอาคารรับรอง มองเห็นวิวแบบพาโนรามา สุดลูกหูลูกตาอย่างนี้เลย โดยอาหารที่เสิร์ฟส่วนใหญ่จะใช้วัตถุดิบจากฟาร์มที่นี่ มียำยอดใบชาทอดกรอบที่เรารู้สึกว่าแปลกดี ใครมาถึงที่นี่ก็ต้องแวะทานกันหน่อยนะ

ทางฟาร์มมีให้บริการรถเที่ยวชมในราคาเที่ยวละ 100 บาท พาขับไปดูส่วนต่าง ๆ และมีจุดแวะจอดให้ได้ถ่ายรูปกันด้วยอย่างเช่นแถบทุ่งดอกไม้ตรงนี้

มีทั้งโซนสวนสัตว์และโซนกิจกรรม Outdoor ตรงนี้ด้วย มีทั้งซิปไลน์ กิจกรรมขี่ม้า ขี่จักรยาน รวมกันอยู่ในบริเวณนี้ มองเผิน ๆ แล้วก็นึกแว้บไปถึงฮอกไกโดในทันที ถึงหน้าร้อน อากาศจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ แต่เราว่าแสงแดดกับท้องฟ้าของซัมเมอร์ก็คุ้มที่จะแลกกับความทรมานได้นิดดดดนึง

4 | Akha mino Coffee

โรงคั่วกาแฟและร้านกาแฟที่ก่อตั้งโดยหญิงชาวอาข่าที่ชื่อว่า “มิโน” นอกจากจะได้ชิมกาแฟสดที่ปลูกบนดอยแล้ว เรายังได้เรียนรู้เรื่องกรรมวิธีในการผลิตกาแฟด้วยว่าจากต้นสู่เมล็ดที่พร้อมบดและชงเป็นกาแฟแก้ว ๆ ให้เราดื่ม มีสเต็ปอะไรบ้าง

ทางเข้าของร้าน Akha mino Coffee เป็นบ้านไม้สองชั้นหน้าตาน่ารัก ๆ แบบนี้ แวะมาสั่งกาแฟก่อนสักแก้ว แล้วเราก็จะไปเดินชมโรงคั่วด้านในกัน

ด้านในเป็นโรงคั่วกาแฟของคุณมิโนเอง เมล็ดกาแฟก็มาจากดอยปังขอนทั้งหมด ถูกส่งให้มา process ต่อที่นี่ ที่ร้านเลยเป็นทั้งผู้ผลิตเมล็ดกาแฟเองและมีคาเฟ่เอาไว้เพื่อเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟจากดอยปังขอนให้ทุกคนได้ชิมกัน

5 | ชุมชนบ้านเมืองรวง
ติดต่อที่เบอร์ 0819173130 (พี่หนึ่ง)

วันที่สองของทริป เราได้แวะมาเยี่ยมพี่ ๆ อีกหนึ่งชุมชนซึ่งที่นี่มีชื่อว่า “บ้านเมืองรวง” เปิดเป็นโฮมสเตย์และมีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะมากมายเช่นกัน ลองไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรรอเราอยู่ในชุมชนนี้บ้าง

วิธีการเที่ยวชมก็ง่ายมาก แค่กระโดดขึ้นรถพาทัวร์คันนี้ได้เลย คุณลุงแกก็จะขับพาเราไปแวะเที่ยวตามจุดจอดต่าง ๆ

มีทั้งบ้านของคุณป้าสายที่เผยแพร่ไอเดียเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด ตัวแกป่วยด้วยโรคเนื้องอกมานานแต่หายดีได้ด้วยการปลูกต้นสับปะรดหลากสี แถมพื้นที่ในบ้านแกก็ทำเป็นศาลาและทางเดินคร่องท้องนาเขียว ๆ แบบนี้ สวยงามมาก ๆ เลย

มีขันโตกแบบอาข่าให้เราได้ลองชิมกัน และที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์อีกอย่างของหมู่บ้านนี้ก็คือ “น้ำพริกปูหลู้” ที่ทำจากปู 1,000 กว่ากิโล ค่อย ๆ น้ำมาต้มและเคี่ยว กรรมวิธีการผลิตซับซ้อนมาก แต่เอาเป็นว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริง

แวะไหว้พระที่วัดท่าไคล้ วัดศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน ที่นี่มีธรรมเนียมน่ารัก ๆ อย่างการตีกลองปูจาต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในรูปด้านบน และการผูกข้อมือให้พรโดยแม่อุ้ยหรือที่แปลว่าคุณยาย ขอให้หลาน ๆ ที่มาเยี่ยมพวกแกโชคดี

ธรรมเนียมนี้ดีต่อใจเรามาก ๆ แค่ได้รับความประสงค์ดีและพรจากแม่อุ้ย มันทำให้เรารู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเป็นลูกหลานที่จะต้องกลับมาเยี่ยมพวกแกบ่อย ๆ ละนะ ถ้ามีโอกาสคงได้กลับมาไหว้ขอพรคุณยายกันใหม่แน่นอน : )

Related Posts

ARCHIVES
CATEGORIES